วิทยาศาสตร์


สาระน่ารู้
เรื่องกล้วย ๆ ไม่กล้วยอย่างที่คิด

“กล้วย” เป็นผลไม้ที่มีอยู่คู่คนไทยมาช้านานไม่ว่าที่ไหนก็มีกล้วยปลูกไว้ในบริเวณบ้านและสวนกันทั้งนั้น และด้วยภูมิปัญญาไทยวิถีไทยก็มีความผูกพันกับกล้วยตั้งแต่แรกเกิดจนเริ่มแก่ เราจะเห็นว่าทารกนั้นนอกจากจะมีนมจากอกแม่เป็นอาหารหลักแล้ว ยังมีกล้วยน้ำว้าบดเป็นอาหารยอดฮิตควบคู่กันไปด้วย ครั้นพอเติบใหญ่ก็ได้กินขนมไทยที่ทำจากกล้วยหลายเมนู เช่นขนมกล้วย กล้วยบวชชี กล้วยแขก กล้วยตาก จนเข้าสู่วัยชรากล้วยก็ยังเป็นอาหารที่ทรงคุณค่าอยู่เสมอ

“กล้วย” อุดมด้วยสารอาหารมากมายจึงอยู่ในกลุ่มอาหารหลัก 5 หมู่ที่มีความจำเป็นเพราะมีทั้งคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลธรรมชาติถึง 3 ชนิดด้วยกันคือซูโครส ฟรุคโทส และ กลูโคส รวมกับเส้นใยและกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด นอกจากนี้ในกล้วย 1OO กรัม ยังมีโปร ตีนถึง 1.1 กรัม มีเกลือแร่ ประเภทแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก รวมทั้งยังมีวิตามิน เอ บี ซี และ ยังมีไฟโตเคมิคัลอีกหลายชนิด

โอ้โห ! สารอาหารมากมายขนาดนี้ บอกได้เลยค่ะว่าข้อดีต่อสุขภาพย่อมมีมากมาย ทั้งเอาชนะและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บกันได้อย่างน่าทึ่งเลยทีเดียว จึงขอนำสาระดี ๆ มาบอกเล่าเก้าสิบกันให้เป็นเกร็ดความรู้ค่ะ

  1. โรคโลหิตจาง ในกล้วยมีธาตุเหล็กสูงจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด
  2. โรคความดันโลหิตสูง มีธาตุโปรแตสเซียมสูงสุด แต่มีปริมาณเกลือต่ำ ทำให้เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุด ที่จะช่วยลดอันตรายอันเกิดจากเรื่องความดันโลหิตหรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก
  3. กำลังสมอง มีงานวิจัยในกลุ่มนักเรียน พบว่ากินกล้วยมื้อเช้า ตอนพัก และมื้อกลางวันทุกวัน เพื่อช่วยส่งเสริมกำลังของสมอง สามารถช่วยให้นักเรียนมีการตื่นตัวในการเรียนมากขึ้น
  4. โรคท้องผูก ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้ปัญหาโรคท้องผูกโดยไม่ต้องกินยาถ่ายเลย
  5. โรคความซึมเศร้า จากการสำรวจ ในจำนวนผู้ที่มีความทุกข์เกิดจากความซึมเศร้า หลายคนจะมี ความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังการกินกล้วย เพราะมีโปรตีนชนิดที่เรียกว่า Try Potophan เมื่อสารนี้เข้าไปในร่างกายจะ ถูกเปลี่ยนเป็น Rerotonin เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นตัวผ่อนคลายปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ คือ ทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นนั่นเอง
  6. โรคลำไส้เป็นแผล กล้วยเป็นอาหารที่แพทย์ใช้ควบคุม เพื่อต้านทานการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะเนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดี เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคลำไส้เรื้อรัง และกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคือง และยังไปเคลือบผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย

แม้ชื่อจะกล้วยแต่ประโยชน์นั้นมีมากมายเหลือเกินค่ะ เห็นประโยชน์ของกล้วยกันขนาดนี้ ทางที่ดีในแต่ละวันเราเองก็ควรได้รับรสผลไม้อันทรงคุณค่านี้บ้าง เพราะการปลอกกล้วยเข้าปากนั้นไม่ใช่เรื่องยาก และยังไม่ต้องไปหมดเปลืองเหมือนกับอาหารเสริมที่โฆษณาชวนเชื่อกันเกลื่อนตามท้องตลาดว่ามีสรรพคุณเลอเลิศด้วยค่ะ

ผลการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ศูนย์นครกาหลง 1

โพสต์25 มิ.ย. 2555 23:35โดยจุฬาพร ทวีชีพ

กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ (ตัวแทนศูนย์)

กิจกรรมการแข่งขัน

ช่วงชั้น

ประเภท

โรงเรียน

ชื่อ – สกุล ผู้แข่งขัน

ครูผู้สอน/เบอร์โทร

ผู้อำนวยการโรงเรียน

การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง

ป.4-6

ทีม

3 คน

บ้านคอนสวรรค์

เด็กชายเจษฎา  เพิ่มชีวา

เด็กชายอธิวัฒน์  ปลายชัยภูมิ

เด็กหญิงอัจฉรา  โมครัตน์

นางจุฬาพร  ทวีชีพ  

087-7201674

นางสาวสุพัตรา  บุญโยธา

นายวานิช  การบรรจง

การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์

ประเภททดลอง

ม.1-3

ทีม

3 คน

บ้านคอนสวรรค์

เด็กหญิงเข็มอับสร  สุขภูวงค์

เด็กหญิงอรญา  ใคร่นุ่นภา

เด็กชายสุทธิชัย  ฮั่วจั่น

นางจุฬาพร  ทวีชีพ 

 087-7201674

นายวีระศักดิ์  ภูมิพิศิษฐานนท์

นายวานิช  การบรรจง

การแข่งขันการแสดง

ทางวิทยาศาสตร์

 (Science Show)

ม.1-3

ทีม 3 คน

บ้านคอนสวรรค์

เด็กหญิงกิ่งแก้ว  เขาลาด

เด็กหญิงเข็มอับสร  สุขภูวงค์

เด็กชายสุทธิชัย  ฮั่วจั่น

นางจุฬาพร  ทวีชีพ  

087-7201674

นายวีระศักดิ์  ภูมิพิศิษฐานนท์

นายวานิช  การบรรจง



นาซาส่งหุ่นยนต์ยักษ์สำรวจดาวอังคาร

โพสต์11 พ.ค. 2555 18:28โดยจุฬาพร ทวีชีพ

นาซาปล่อยจรวดบรรทุกหุ่นยนต์ “มาร์ส ไซนซ์ แล็บราทอรี” (เอ็มเอสแอล) เพื่อการสำรวจสภาพแวดล้อมและรวบรวมข้อมูลสิ่งมีชีวิต ที่ยังหลงเหลือร่องรอยอยู่บนดาวอังคาร คาดว่าใช้เวลาเดินทาง 9 เดือน ก่อนจะลงจอดที่พื้นผิวดาวอังคาร...

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ปล่อยจรวดบรรทุกหุ่นยนต์เพื่อการสำรวจและทดลองทางอวกาศขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “มาร์ส ไซนซ์ แล็บราทอรี” (เอ็มเอสแอล) หรือชื่อเล่นว่า “คิวริออสซิตี้” ออกจากฐานปฏิบัติการภาคพื้นดินบริเวณแหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา ขึ้นสู่วงโคจรแล้วเพื่อเตรียมมุ่งหน้าไปดาวอังคาร โดยภารกิจหลักของหุ่นยนต์คิวริออสซิตี้ ได้แก่ การสำรวจสภาพแวดล้อมและรวบรวมข้อมูลสิ่งมีชีวิตที่ยังหลงเหลือร่องรอยอยู่บนดาวอังคาร หรือ “ดวงดาวสีแดง” (เรด พลาเน็ต) ซึ่งถือเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด โดยองค์การนาซาคาดว่าหุ่นยนต์คิวริออสซิตี้ต้องใช้เวลาเดินทางในอวกาศประมาณ 9 เดือน ก่อนจะลงจอดที่พื้นผิวดาวอังคารอย่างเป็นทางการราวเดือน ส.ค.2555

ทั้งนี้ หุ่นยนต์คิวริออสซิตี้ออกแบบและสร้างโดยคณะนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ของโครงการความร่วมมือทางอวกาศระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯและรัฐบาลฝรั่งเศส มีขนาดเทียบเท่ารถยนต์ขนาด 4 ที่นั่ง น้ำหนักประมาณ 898 กิโลกรัม หรือเกือบ 1 ตัน และใช้งบประมาณในการก่อสร้างกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 75,000 ล้านบาท) ส่วนองค์ประกอบอื่นๆของหุ่นยนต์คิวริออสซิตี้ ได้แก่ แขนจักรกลสำหรับเก็บก้อนหินและแร่ตัวอย่างบนพื้นดาวอังคาร พร้อมสว่านขุดเจาะหินและของแข็ง เครื่องยิงเลเซอร์วัดระดับรังสีในชั้นบรรยากาศ ระบบปฏิบัติการจำแนกชนิดของแร่ธาตุซึ่งทำงานร่วมกับระบบตรวจจับวัตถุรอบทิศทาง กล้องวีดิโอที่สามารถบันทึกภาพสีได้เหมือนจริง เพื่อถ่ายทอดบรรยากาศดาวอังคารกลับมายังสถานีบนโลก รวมถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆอีกประมาณ 10 ชนิด.

โลกร้อนเป็นเหตุ “น้ำท่วมใหญ่” ในรอบศตวรรษเกิดถี่ทุก 3-20 ปี

โพสต์11 พ.ค. 2555 18:20โดยจุฬาพร ทวีชีพ

เมื่อเดือน ส.ค.ปีที่ผ่านมาเฮอร์ริเคน “ไอรีน” ได้พัดถล่มในแถบแคริบเบียนจนถึงฝั่งตะวันออกของอเมริกา ความรุนแรงจัดอยู่ในอันดับ 3 ที่พัดตีระดับน้ำจนสูงขึ้นและก่อให้เกิดพายุซัดเข้าสู่ฝั่งและท่วมข้ามกำแพงกั้นฝั่งลึกเข้าสู่พื้นที่ด้านในห่างจากชายฝั่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านพายุหลายคนระบุว่า ผลกระทบที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างนี้ทำให้เฮอร์ริเคนดังกล่าวเป็นภัยพิบัติในรอบ 100 ปี ที่ภายในหนึ่งศตวรษจะเกิดขึ้นเพียง 1 ครั้ง
   
   หากแต่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) สหรัฐฯ และสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์หรือเอ็มไอที (MIT)พบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) จะทำให้เกิดพายุที่รุนแรงดังกล่าวจนเป็นเหตุดินถล่มถี่ขึ้น และยังเป็นสาเหตุให้เกิดพายุซัดเข้าสู่ฝั่งหรือสตอร์มเซิร์จ (storm surge) ที่รุนแรงทุกๆ 3-20 ปี
   
   ทาง PhysOrg.com ระบุว่า ทางกลุ่มวิจัยได้จำลองพายุนับหมื่อลูกภายใต้สภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน และพบว่าน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นทุก 500 ปี นั้นจะเกิดถี่ขึ้นทุก 25-240 ปี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพวกเขาได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยนี้ลงวารสารเนเจอร์ไคลเมตแชงจ์ (Nature Climate Change)
   
   ทางด้าน ดร.นิง ลิน (Ning Lin) นักวิจัยหลังปริญญาเอกของเอ็มไอทีซึ่งเป็นหัวหน้าทีมในการศึกษาครั้งนี้กล่าวว่า การทราบถึงความถี่ของสตอร์มเซิร์จอาจช่วยนักวางแผนเมืองและชายฝั่งในการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันภัยธรรมชาตดังกล่าวที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในการออกแบบเขื่อนหรือกำแพงป้องกันนั้นจำเป็นต้องทราบว่าเราควรจะสร้างให้มีความสูงเท่าไรเพื่อป้องกันน้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นทุกๆ 20 ปี
   
   ทั้งนี้ ดร.ลินและทีมวิจัยได้ใช้เหตุน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กเป็นกรณีศึกษา โดยพวกเขาได้ศึกษาแบบจำลองภูมิอากาศ 2 แบบ คือ การศึกษาภายใต้เงื่อนไขของภูมิอากาศปัจจุบันระหว่างปี 1981-2000 และเงื่อนไขของภูมิอากศในอนาคตระหว่างปี 2081-2100 ซึ่งเป็นการทำนายภายใต้การคาดการณ์ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) หรือไอพีซีซี (IPCC) ซึ่งพวกได้พบว่ามีความถี่ที่จะเกิดพายุรุนแรงเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
   
   สำหรับน้ำท่วมรุนแรงในรอบ 100 ปี คือ น้ำท่วมจากพายุที่สูงเฉลี่ย 2 เมตร ส่วนพายุรุนแรงในรอบ 500 ปีคือน้ำท่วมจากพายุซัดสูง 3 เมตร แต่เมื่อทีมวิจัยเพิ่มปัจจัยเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแบบจำลองแล้วพบว่า น้ำท่วมจากการซัดของพายุสูง 2 เมตรจะเกิดถี่ขึ้นทุกๆ 3-20 ปี ส่วนน้ำท่วมสูง 3 เมตรจะเกิดถี่ขึ้นทุก 25-240 ปี ซึ่ง ดร.ลินกล่าวว่า ในปี 1821 เกิดน้ำท่วมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมืองนิวยอร์ก สหรัฐฯ โดยท่วมสูงถึง 3.2 เมตร และปัจจุบันยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบ 500 ปี

1-3 of 3